ในภาษาญี่ปุ่น ชื่อประเทศญี่ปุ่นเรียกว่า นิปปง (にっぽん) หรือ นิฮง (にほん) ซึ่งใช้คันจิตัวเดียวกันคือ 日本 คำว่านิปปง มักใช้ในกรณีที่เป็นทางการ ส่วนคำว่า นิฮง จะเป็นศัพท์ที่ใช้โดยทั่วไป
สันนิษฐานว่าประเทศญี่ปุ่นเริ่มต้นใช้ชื่อประเทศว่า "นิฮง/นิปปง (日本)" ตั้งแต่ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 12 จนถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 13 ตัวอักษรคันจิของชื่อญี่ปุ่นแปลว่าถิ่นกำเนิดของดวงอาทิตย์ และทำให้ญี่ปุ่นมักถูกเรียกว่าดินแดนแห่งอาทิตย์อุทัย ชื่อนี้เกิดขึ้นในช่วงที่มีการติดต่อกับราชวงศ์สุยของจีนและหมายถึงการที่ญี่ปุ่นอยู่ในทิศตะวันออกของจีน ก่อนที่ญี่ปุ่นจะมีความสัมพันธ์กับจีน ญี่ปุ่นเป็นที่รู้จักในชื่อยะมะโตะ
ชื่อเรียกประเทศญี่ปุ่นในภาษาอื่น ๆ เช่น เจแปน (อังกฤษ: Japan) ยาพัน (เยอรมัน: Japan) ชาปง (ฝรั่งเศส: Japon) ฮาปอง (สเปน: Japón รวมถึงคำว่าญี่ปุ่นในภาษาไทย ล้วนแต่เป็นคำที่ถอดเสียงมาจากคำอ่านตัวอักษรจีน 日本国 ซึ่งอ่านว่าจีปังกู แต่ในสำเนียงแมนดารินอ่านว่า รื่เปิ่นกั๋ว (จีน: rì bĕn guó; 日本国) หรือย่อ ๆ ว่า รื่เปิ่น (rì bĕn; 日本) ส่วนในภาษาที่ใช้ตัวอักษรจีนอื่น ๆ เช่นภาษาเกาหลี (เกาหลี: 일본;日本) และภาษาเวียดนาม (เวียดนาม: Nhật Bản;日本) จะเรียกประเทศญี่ปุ่นโดยออกเสียงคำว่า 日本 ด้วยภาษาของตนเอง
ภูมิศาสตร์
เป็นประเทศหมู่เกาะ ประกอบด้วยเกาะใหญ่น้อยประมาณ 3,900 เกาะ โดยมีเกาะใหญ่ที่สำคัญ 4 เกาะ คือ
1) ฮอกไกโด (83,517 ตารางกม.)
2) ฮอนชู (231,012 ตารางกม.)
3) ชิโกกุ (18,800 ตารางกม.)
4) กิวชู (44,379 ตารางกม.)
หมู่เกาะญี่ปุ่นทอดตัวเป็นรูปโค้งเหมือนพระจันทร์เสี้ยว จากทางตอนเหนือที่ละติจูด 45 องศา 33 ลิปดาเหนือ มาทางใต้ ที่ละติจูด 20 องศา 25 ลิปดาเหนือ โดยมีความยาวทั้งสิ้น 3,800 กม.ญี่ปุ่นถูกล้อมรอบด้วยทะเลทุกด้าน ได้แก่ทะเลโอค็อตสก์ทางเหนือ ทะเลญี่ปุ่นทางตะวันตก ทะเลจีนตะวันออกทางตะวันตกเฉียงใต้ ทะเลฟิลิปปินส์ทางใต้ และมหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวันออก ญี่ปุ่นมีพื้นที่ราบเพียงร้อยละ 25 ส่วนพื้นที่ประมาณร้อยละ 71 เป็นภูเขา ซึ่งไม่สามารถใช้เป็นที่อยู่อาศัยหรือทำการเพาะปลูกได้ เพราะมีลักษณะสูงชันและมีโอกาสที่จะเกิดดินถล่มจากแผ่นดินไหวหรือฝนที่ตก หนัก ประชากรญี่ปุ่นส่วนใหญ่จึงต้องอาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งอย่างหนาแน่น และทำให้เมืองสำคัญในญี่ปุ่นมีประชากรหนาแน่นมาก ใน พ.ศ. 2548 ญี่ปุ่นมีป่าไม้ร้อยละ 66.4 พื้นที่ทางการเกษตรร้อยละ 12.6 อาคารร้อยละ 4.9 พื้นน้ำร้อยละ 3.5 ถนนร้อยละ 3.5 และอื่น ๆ ร้อยละ 9
ประเทศญี่ปุ่นตั้งอยู่ในวงแหวนแห่งไฟ บริเวณรอยต่อระหว่างแผ่นเปลือกโลก 3 แผ่น ทำให้เกิดแผ่นดินไหวความรุนแรงต่ำบ่อย ๆ และยังมีแผ่นดินไหวความรุนแรงสูงที่ทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงหลายครั้งในศตวรรษที่ผ่านมา เช่นเหตุการณ์แผ่นดินไหวใหญ่ฮันชิน-อะวะจิ ใน พ.ศ. 2537 และแผ่นดินไหวชูเอะสึจังหวัดนีงาตะ ใน พ.ศ. 2547 เป็นต้น นอกจากนี้ การที่ญี่ปุ่นตั้งอยู่ในบริเวณวงแหวนแห่งไฟ ยังทำให้ญี่ปุ่นมีบ่อน้ำพุร้อนจำนวนมากทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ถูกพัฒนาให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ภูเขาฟูจิซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในญี่ปุ่นก็เป็นภูเขาไฟ
ญี่ปุ่นมีภูเขาไฟมากติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก โดยมีภูเขาไฟฟูจิเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศ (3,776 เมตร) ญี่ปุ่นมีพื้นที่ประมาณ 372,000 ตารางกิโลเมตร มีความยาวจากเหนือจรดใต้ 2,500 กิโลเมตร โดยมีหมู่เกาะหลัก 4 เกาะ ได้แก่ ฮอกไกโด, ฮอนชู, ชิโกกุ และคิวชู นอกจากนี้ยังมีเกาะขนาดเล็กอีกมากมาย มีพื้นที่ 3 ใน 4 เป็นภูเขาและเนินเขา มีจังหวัดรวมทั้งสิ้น 47 จังหวัด แบ่งออกเป็นเมืองทั้งสิ้น 650 เมือง เมืองหลวงปัจจุบันได้แก่ "กรุงโตเกียว" ซึ่งตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกของญี่ปุ่น
ภูมิอากาศ
หมู่เกาะญี่ปุ่นวางตัวยาวในแนวเหนือใต้ จึงทำให้มีลักษณะภูมิอากาศแตกต่างกันมาก ประเทศญี่ปุ่นสามารถแบ่งเขตภูมิอากาศออกเป็น 6 เขต คือ
- ฮกไกโด: พื้นที่ตอนเหนือสุดของประเทศมีสภาพอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี แม้จะมีหยาดน้ำฟ้าไม่มาก แต่ในฤดูหนาวก็มีหิมะปกคลุมทั่วทั้งเกาะ
- ทะเลญี่ปุ่น: ตั้งอยู่ชายฝั่งทะเลทางตะวันตกของเกาะฮนชู ลมตะวันตกเฉียงเหนือที่พัดผ่านในช่วงฤดูหนาวทำให้มีหิมะตกมาก ในช่วงฤดูร้อนอากาศมักจะเย็นกว่าฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก แม้ว่าบางครั้งจะเกิดปรากฏการณ์เฟห์นที่ทำให้อากาศร้อนมากผิดปกติ
- ที่สูงตอนกลาง: อุณหภูมิระหว่างฤดูร้อนและฤดูหนาวและระหว่างกลางวันและกลางคืนมีความแตกต่างมาก
- ทะเลเซะโตะ: ภูเขาบริเวณจูโงะกุและชิโกะกุช่วยป้องกันบริเวณทะเลเซะโตะจากลมฤดูต่าง ๆ ทำให้บริเวณนี้มีอากาศอบอุ่นและมีฝนตกน้อยตลอดทั้งปี
- ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก: ตั้งอยู่ชายฝั่งมหาสมุทรทางตะวันออกของประเทศ ในฤดูหนาวมีอากาศที่หนาวเย็นแต่ไม่ค่อยมีหิมะตก ในฤดูร้อนมีอากาศร้อนและชื้นเพราะลมตะวันออกเฉียงใต้
- หมู่เกาะตะวันตกเฉียงใต้: หมู่เกาะริวกิวมีอุณหภูมิกึ่งเขตร้อน คืออากาศอุ่นในฤดูหนาวและร้อนในฤดูร้อน มีฝนตกมากและมีไต้ฝุ่นผ่านมาในช่วงเปลี่ยนฤดู
ฤดูฝนหลักเริ่มต้นขึ้นในต้นเดือนพฤษภาคมที่โอะกินะวะ และจึงค่อย ๆไต่ขึ้นไปจนถึงฮกไกโดในปลายเดือนกรกฎาคม บนเกาะฮนชูฤดูฝนจะเริ่มในกลางเดือนของเดือนมิถุนายน มีระยะเวลาประมาณเดือนครึ่ง และในช่วงปลายฤดูร้อนจนถึงต้นฤดูใบไม้ร่วงมักมีไต้ฝุ่นพัดผ่าน โดยเฉลี่ยจะมีไต้ฝุ่นพัดเข้าใกล้ญี่ปุ่นปีละ 11 ลูก
ฤดูของญี่ปุ่นมี 4 ฤดูหลัก ที่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน คือ
ฤดูใบไม้ผลิ (Haru) เดือน มีนาคม - พฤษภาคม
เทศกาลสำคัญในฤดูนี้ได้แก่ "เทศกาลชมดอกไม้" (Ohanami) เป็นช่วงดอกซากุระบานสะพรั่ง ผู้คนสนุกสนานกับการดื่มสังสรรค์ใต้ต้นซากุระ แม้ชีวิตของชาวญี่ปุ่นในยุคปัจจุบันจะเต็มไปด้วยความเร่งรีบ แต่ชาวญี่ปุ่นยังคงให้ความสำคัญในการชมดอกซากุระ ซึ่งดอกซากุระมักถูกใช้แสดงจิตใจของชาวญี่ปุ่น ทำให้ปัจจุบันดอกซากุระถูกเลือกเป็นดอกไม้ประจำชาติของชาวญี่ปุ่น
ฤดูหนาว (Fuyu) เดือน ธันวาคม - กุมภาพันธ์
ทางตอนเหนือมีอากาศหนาวและหิมะตกกว่าภาคอื่นๆ เป็นฤดูเทศกาลแห่งความสุข ทั่วญี่ปุ่นจะมีการจัดเทศกาลต่างๆต่อเนื่องกับเทศกาลปีใหม่ นับว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดสำหรับชาวญี่ปุ่น ครอบครัวต่างๆจะแลองด้วยอาหารมื้อพิเศษ, สวมใส่ชุดกิโมโน และเยอนวัดหรือศาลเจ้าเพื่อเป็นศิริมงคล เที่ยงคืนของวันที่ 31 ธันวาคม วัดทุกแห่งในญี่ปุ่นจะตีระฆัง 108 ครั้ง ตามประเพณีที่เรียกว่า "โจยะโนะคาเนะ" (Jyoya no kane)
ฤดูร้อน (Natsu) เดือน มิถุนายน - สิงหาคม
เดือนมิถุนายนเป็นเดือนที่มีฝนตกเกือบตลอดทั้งเดือน และอากาศเริ่มร้อนอบอ้าว เกษตรกรจะดำนา ปลูกข้าวในฤดูนี้ ในหนึ่งปีจะมีวันที่กลางวันยาวที่สุดเรียกว่า "เกะชิ" (Geshi) ซึ่งมักจะตรงกับวันที่ 21 มิถุนายน ของทุกปี ในบริษัทองค์กรต่างๆ รวมไปถึงราชการจะจ่ายโบนัสในเดือนนี้ (ครั้งที่ 2 เดือน ธันวาคม) ฤดูร้อนเป็นฤดูกาลแห่งดอกไม้ไฟ ในชุมชนต่างๆจะมีการจุดดอกไม้ไฟอย่างมีสีสัน และเล่นระบำพื้นเมือง Bon Odori ซึ่งเป็นความสนุกสนานแบบพื้นบ้าน
ฤดูใบไม้ร่วง (Aki) เดือน กันยายน - พฤษจิกายน
เป็นช่วงของการแข่งขันกีฬาตามโรงเรียนต่างๆ ในช่วงนี้มีสัปดาห์ที่กลางวันและกลางคืนยาวเท่ากัน เป็นที่รู้จักกันตามประเพณีว่าเป็นสัปดาห์"ฮิกัน" (Higan) ถือกันว่าเป็นวันสิ้นสุดของฤดูร้อนและฤดูหนาว ทางเหนือของญี่ปุ่นใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีเ็้นสีแดง และสีเหลือง เริ่มจากเหนือลงไปทางใต้ เดือนพฤษจิกายนเป็นเดือนที่นิยมจัดงานมากที่สุดเดือนหนึ่ง
เงินตรา
ประเทศญี่ปุ่นใช้สกุลเงิน "เยน" เงินเหรียญที่ใช้กันในญี่ปุ่นมีราคา 1,5,10,50,100 และ 500 เยน ส่วนธนบัตรมีราคา 1,000 2,000 5,000 และ 10,000 เยน อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 36-38 บาท/ 100 เยน
เยน (ญี่ปุ่น: 円, สัญลักษณ์ ¥, รหัส ISO 4217 JPY) เป็นสกุลเงินของประเทศญี่ปุ่น โดยมีการใช้กันอย่างกว้างขวางทั่วโลก โดยนิยมเก็บเป็นเงินสำรอง รองลงมาจาก ดอลลาร์สหรัฐ และ เงินยูโร คำว่าเยน ภาษาญี่ปุ่นจะอ่านออกเสียงว่า เอน อย่างไรก็ตามการอ่านออกเสียง เยน ถือเป็นชื่อมาตรฐานใช้กันทั่วโลก สัญลักษณ์ลาตินคือ ¥ ในขณะที่คนญี่ปุ่นจะนิยมเขียนเป็นตัวอักษรคันจิว่า 円
กฎหมายของญี่ปุ่นระบุว่า ไม่ให้ร้านค้า ภัตตาคาร พาหนะขนส่งมวลชนสาธารณะ ธุรกิจบริการและพ่อค้า รับเงินสกุลต่างประเทศ แต่ชาวต่างชาติสามารถแลกเงินเยน ได้ที่ธนาคาร และสถานที่รับแลกเปลี่ยนเงินตรา รวมทั้งผู้รับแลกเปลี่ยนซึ่งได้รับอนุญาตจากทางการ โดยต้องนำพาสปอร์ตไปแสดงในการแลกเงินด้วย
ใน เมืองใหญ่ ๆ เช่นโตเกียว โอซาก้า เกียวโต จะรับบัตรเครดิตของสถาบันการเงินชั้นนำ เช่น อเมริกันเอ็กซ์เพรส ไดเนอร์สคลับ มาสเตอร์การ์ด และวีซ่า โดยไม่คิดค่าบริการเพิ่มสำหรับการใช้บัตร โดยร้านค้าและภัตตาคารที่ยอมรับบัตรเครดิต จะติดสติ๊กเกอร์บัตรเครดิตที่ยอมรับไว้หน้าร้าน
ไฟฟ้า
ญี่ปุ่นใช้กระแสไฟฟ้า 100 โวลต์ (ประเทศไทยใช้ 220 โวลต์) ซึ่งสูงกว่าจึงมีความจำเป็นต้องใช้เครื่องแปลงระบบไฟฟ้า (Adapter) และปลั๊กไฟที่ใช้ในประเทศญี่ปุ่นมักเป็นปลั๊กแบบ 2 ขาแบน
เวลา
เวลาในประเทศญี่ปุ่น เร็วกว่าประเทศไทย 2 ชั่วโมง
ศาสนา
ศาสนาหลักได้แก่ศาสนาชินโตและศาสนาพุทธ ในปัจจุบันชาวญี่ปุ่นไม่นิยมนับถือศาสนาใดเป็นหลัก แต่นิยมปฏิบัติตามประเพณี และพิธีกรรมเป็นส่วนใหญ่
การขอวีซ่า
หนังสือเดินทางและวีซ่าเข้า ญี่ปุ่น ผู้ถือหนังสือเดินทางสัญชาติไทยจำเป็นต้องขอวีซ่าญี่ปุ่น สิ่งแรกที่จำเป็นต้องเตรียมก็คือ หนังสือเดินทางที่มีอายุใช้งานมากกว่า 6 เดือน วีซ่าเข้าประเทศญี่ปุ่น จำเป็นสำหรับพลเมืองของประเทศที่ไม่ได้มีการตกลงยกเว้นวีซ่าไว้กับรัฐบาลญี่ปุ่น โปรดสอบถามได้ที่สถานฑูตญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ หรือสถานกงสุลญี่ปุ่นประจำเชียงใหม่
พิมพ์คำร้องได้จากเว็ปไซท์ : www.th.emb-japan.go.jp โทร. 0-2696-3000, 0-2207-8500
การเดินทางในญี่ปุ่น
รถบัสทางไกล : ดำเนินการโดย JR วิ่งระหว่างโตเกียวและหัวเมืองใหญ่ โดยทั่วไปแล้วราคาถูกกว่ารถไฟ
รถบัสวิ่งบริการภายในเมือง : มีทั้งในเมืองใหญ่และเมืองเล็ก ค่าโดยสารคิดตามระยะทางตั้งแต่ 100-200 เยน
ราคา จะแสดงให้เห็นเป็นตารางตามระยะทางที่บอร์ดหน้ารถข้างคนขับ เมื่อขึ้นรถจะมีเครื่องแจกตั๋วอัตโนมัติที่ประตูทางขึ้น และมีเสียงประกาศป้ายถัดไปที่จะจอดเหมือนรถไฟ เมื่อต้องการลงจากรถก็ให้กดกริ่ง แล้วเดินไปประตูทางออก ซึ่งอยู่ด้านหน้าคนขับแล้วหยอดเหรียญชำระเงินลงใน กล่องข้างคนขับ หากไม่มีเหรียญก็สามารถแลกเหรียญได้ที่กล่องนี้เช่นกัน
รถไฟ : JR(Japan Railway) เป็นบริษัทที่ให้บริการทางด้านรถไฟทั่วประเทศญี่ปุ่น เช่น ชินคันเซ็น ที่เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องความเร็วสูงถึง 170 ไมล์/ชั่วโมง สามารถสอบถามข้อมูลที่ JR Train Information ได้ในเวลา 10.00-18.00 น.ที่เบอร์ (03) 3423-0111 ให้บริการข้อมูลเฉพาะภาษาอังกฤษเท่านั้น และไม่รับจองตั๋วในวันธรรมดา นอกจากนี้ยังมีบริการรถไฟของบริษัทเอกชนอื่นๆในภูมิภาคต่างๆให้เลือกอีกด้วย
ราคา ค่าโดยสารขึ้นอยู่กับระยะทางและประเภทของรถไฟซึ่งจะมีบอกที่ตู้ขายตั๋ว อัตโนมัติ สำหรับตั๋ววันหรือตั๋วระยะสั้นสามารถซื้อได้เลยที่เครื่องขายตั๋วอัตโนมัติ แต่ถ้าเป็นตั๋วระยะไกลมักต้องจองล่วงหน้า โดยซื้อได้ที่ช่องขายตั๋วสีเขียว (Midori-no-madoguchi) ภายในสถานีหลัก การใช้ตั๋ววิธีการก็จะเหมือนรถไฟฟ้าในบ้านเรา การคิดราคาก็จะคิดจากต้นทางไป ยังปลายทาง กรณีที่ซื้อตั๋วผิดราคาสามารถปรับได้ที่สถานีปลายทางที่ตู้ปรับราคาตั๋ว อัตโนมัติ หรือที่ช่องประตูออกก็ได้
แท๊กซี่ : สะดวกที่สุด แต่มีราคาแพงมาก ในโตเกียวราคาแท๊กซี่จะเริ่มตั้งแต่ 650 เยน และเพียงเส้นทางสั้นๆราคาก็พุ่งเป็นหลักพันเยนเมื่อชำระเงินไม่ต้องจ่ายค่าทิปอีก แท๊กซี่มีอยู่ทั่วไปบนท้องถนน หรือตามสถานีรถไฟใหญ่ๆ ก็จะมาจอดรอบริการกันเลยสังเกตดูถ้ามีไฟแดงด้านหน้า แสดงว่าไม่มีผู้โดยสาร สภาพรถแท๊กซี่ที่ญี่ปุ่นค่อนข้างจะหรูหรา คนขับทั้งหญิงและชายจะสวมสูทและใส่ถุงมือ ในรถแท๊กซี่ทุกคันจะมีระบบนำทาง (Navigator) เพื่อใช้ในการตรวจสอบเส้นทาง เพียงบอกจุดหมายปลายทางเครื่องจะค้นหาให้อย่างอัตโนมัติ
ข้อที่ควร รู้อีกอย่างหนึ่งคือ อย่าเปิดหรือปิดประตูรถด้วยตนเอง เพราะคนขับจะเป็นผู้เปิดและปิดประตูด้วยคันบังคับข้างหน้า หากเราพยายามจะเปิดหรือปิดประตูด้วยตนเอง คนขับอาจไม่พอใจ
รถจักรยาน : เป็นยานพาหนะและการเดินทางที่ยอดฮิตสำหรับการเดินทางระยะใกล้ๆ ที่ญี่ปุ่นจะมีช่องทางสำหรับจักรยานโดยเฉพาะทำให้ขับขี่ด้วยความปลอดภัย ไม่มีปัญหาเรื่องรถติดแถมประหยัดสตางค์ในกระเป๋าไม่ต้องเติมน้ำมันอีกด้วย ราคาจักรยานที่นี่ก็ไม่แพงนัก คันหนึ่งก็ประมาณ 10,000-15,000 เยน บนถนนหนทางที่นี่จึงไม่ค่อยมีมลพิษนักเพราะคนส่วนใหญ่นิยมปั่นจักรยานไป เรียนหรือไปทำงานกัน
ดอกไม้ประจำชาติ
ในประเทศญี่ปุ่นไม่ได้มีการกำหนดว่าดอกไม้อะไรเป็นดอกไม้ประจำชาติอย่างเป็นทางการ เพียงแต่เป็นที่ทราบกันโดยทั่วกันว่าดอกไม้ประจำชาติญี่ปุ่นคือดอกซากุระ
ชื่อซากุระ ในภาษาญี่ปุ่นนั้น เชื่อกันว่ากร่อนมาจากคำว่า ซะกุยะ (หมายถึง ผลิบาน) อันเป็นชื่อเจ้าหญิง โคโนฮะนะซะคุยาฮิเมะ มีศาลบูชาของพระองค์อยู่บนยอดเขาฟูจิด้วย สำหรับพระนามของเจ้าหญิงองค์ดังกล่าวนั้น มีความหมายว่าเจ้าหญิงดอกไม้บาน และเนื่องจากซากุระเป็นดอกไม้ที่นิยมกันมากในญี่ปุ่นสมัยนั้น คำว่าดอกไม้ดังกล่าวจึงหมายถึงดอกซากุระนั่นเอง เจ้าหญิงองค์ดังกล่าวได้รับพระนามเช่นนั้น ก็เพราะมีเรื่องเล่ามาว่าทรงพลัดตกจากสวรรค์ลงมาที่บนต้นซากุระ ดังนั้น จึงถือกันว่าดอกซากุระเป็นดอกไม้ประจำชาติของญี่ปุ่น
ดอกซากุระ มีลักษณะเด่นคือ “บานอย่างรวดเร็วและร่วงอย่างรวดเร็ว” เมื่อร่วงจะร่วงพร้อมกันหมดทั้งต้น แสดงให้เห็นถึงความไม่จีรังยั่งยืน
นอกจากนี้ซากุระยังเป็นสัญลักษณ์ของเลือดทหารหรือจิตวิญญาณซามูไรของญี่ปุ่น เพราะเชื่อว่าการตายในสนามรบเป็นความสวยงาม เช่นเดียวกับการร่วงอย่างสวยงามของดอกซากุระ ดอกซากุระจะบานปีละหนึ่งครั้ง และจะบานให้เห็นอยู่ประมาณ ๑-๒ สัปดาห์เท่านั้น ในช่วงฤดูใบไม้ผลิประมาณปลายเดือนมีนาคมหรือต้นเดือนเมษายน ดอกซากุระสามารถนำมาทำขนมญี่ปุ่น น้ำชาดอกซากุระ เปลือกไม้ให้สีน้ำตาลปนชมพูนำมาทำเป็นสีย้อมผ้าฝ้าย นอกจากนี้ ชาวญี่ปุ่นยังถือเอาช่วงที่ดอกซากุระเริ่มบานเป็นช่วงแห่งการเริ่มต้นสิ่ง ใหม่ๆ เช่น ปีงบประมาณและการเริ่มต้นชีวิตการทำงานหลังจากสำเร็จการศึกษาจะเริ่มในเดือน เมษายน เป็นต้น
ส่วนดอกเบญจมาศ เป็นสัญลักษณ์ประจำราชวงศ์ญี่ปุ่น