ทัวร์เกาหลี พักสกีรีสอร์ท ทัวร์อิตาลี-สวิตเซอร์แลนด์(จุงเฟรา)-ฝรั่งเศส พม่า เอิร์ธอยากเล่า FB เอิร์ธ แทรเวล
รางวัลมาตราฐานธุรกิจนำเที่ยว
              
โปรแกรมทัวร์ ทัวร์โปรโมชั่น การชำระเงิน สัมนาดูงาน ภาพจากทริป รู้จักเอิร์ธ ติดต่อเอิร์ธ
 
พม่า 18,999.-
ภูฏาน 44,900.-
ญี่ปุ่น 34,900.-
เกาหลี 15,900.-
จีน 39,900.-
มัลดีฟส์ 24,800.-
สิงคโปร์ 16,999.-
ภูเก็ต 5,100.-
เวียดนาม 16,900.-
ฮ่องกง 20,900.-
นิวซีแลนด์ 97,900.-
สิกขิม 29,900.-
ยุโรป 85,900.-

 

 
 
บาหลี
พม่า
กัมพูชา
ลาว
มาเลเซีย
ญี่ปุ่น
เกาหลี
อินเดีย
เนเธอร์แลนด์
สวิตเซอร์แลนด์
เวียดนาม
ฮ่องกง
จีน
สิงคโปร์
มัลดีฟส์
ภูฏาน

 
+ ภาคเหนือ
+ ภาคกลาง
+ ภาคตะวันออก     เฉียงเหนือ
+ ภาคตะวันออก
+ ภาคตะวันตก
+ ภาคใต้
 

อัตราแลกเปลี่ยน
ภาษาน่ารู้
สภาพอากาศ
เอิร์ธอยากเล่า
เอิร์ธอยากเล่า

ภูฏาน



ทัวร์ภูฏาน (5วัน 4คืน) ทิมพู – พูนาคา – พาโร (PHU0715)
ภูฏาน

พาโร – พาโรซอง – National Museum – ที่ทำการไปรษณีย์ – ตาชิโชซอง - National Memorial Chorten – โดชูลาพาส – วัดชิมิลาคัง – พูนาคาซอง - พระศรีสัจจธรรม – สวนสัตว์แห่งชาติ – ห้องสมุดแห่งชาติ - พิชิตวัดถ้ำพยัครเหิร

ราคา 44,900 บาท Promotion

*** พิเศษสุดๆ พาล่องแก่งในแม่น้ำ Mo Chu ***

ทัวร์ภูฏาน (5วัน 4คืน) พูนาคา – ทิมพู – พระศรีสัจจธรรม – สวนสัตว์แห่งชาติ – วัดทักซัง (PHU0715)
ภูฏาน

พาโร – พาโรซอง – National Museum – ที่ทำการไปรษณีย์ – ตาชิโชซอง - National Memorial Chorten – โดชูลาพาส – วัดชิมิลาคัง – พูนาคาซอง - พระศรีสัจจธรรม – สวนสัตว์แห่งชาติ – ห้องสมุดแห่งชาติ - พิชิตวัดถ้ำพยัครเหิร

ราคา 45,900 บาท

*** พิเศษสุดๆ พาล่องแก่งในแม่น้ำ Mo Chu ***

ทัวร์ภูฏาน (5วัน 4คืน) ล่องแก่งในแม่น้ำ Mo Chu เมืองพูนาคา (PHU0715)
ภูฏาน

พาโร – พาโรซอง – National Museum – ที่ทำการไปรษณีย์ – ตาชิโชซอง - National Memorial Chorten – โดชูลาพาส – วัดชิมิลาคัง – พูนาคาซอง - พระศรีสัจจธรรม – สวนสัตว์แห่งชาติ – ห้องสมุดแห่งชาติ - พิชิตวัดถ้ำพยัครเหิร

ราคา 46,900 บาท

*** พิเศษสุดๆ พาล่องแก่งในแม่น้ำ Mo Chu ***

ภาพจากทริป

สถานที่ท่องเที่ยวภูฏาน

       มหาสถูป วัดชันกังคา
       วัดแม่ชี ซิลูคา ทาชิโชซอง
       ปูนาคา อดีตราชธานี จุดชมวิว ดอร์ชูลา
       ปูนาคาซอง คำซำยูเล
       วังดีโปดรัง พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติในเมืองพาโร
       พาโรซอง งานเทศกาล ประเพณีและกีฬาของภูฏาน ประเพณีภูฏาน กีฬาภูฏาน
       วัดทักซัง  
พม่า ภูฏาน สัมผัสดินแดนของมังกรสายฟ้า
ธงชาติภูฏาน ตราแผ่นดินของภูฏาน
ธงชาติของภูฏาน ตราสัญลักษณ์ของภูฏาน
       ภูฏาน (Bhutan) (อ่านว่า พู-ตาน) หรือชื่อทางการคือ ราชอาณาจักรภูฏาน (Kingdom of Bhutan) เป็นประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้ที่มีขนาดเล็ก และมีภูเขาเป็นจำนวนมาก ตั้งอยู่ในเทือกเขาหิมาลัยระหว่างประเทศอินเดียกับจีน

        ชื่อในภาษาท้องถิ่นของประเทศคือ Druk Yul (อ่านว่า ดรุก ยุล) แปลว่า "ดินแดนของมังกรสายฟ้า (Land of the Thunder Dragon) " นอกจากนี้ยังเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Druk Tsendhen เนื่องจากที่ภูฏาน เสียงสายฟ้าฟาดถือเป็นเสียงของมังกร ส่วนชื่อ ภูฏาน (Bhutan) มาจากคำสมาสในภาษาสันสกฤต ภู-อุฏฺฏาน อันมีความหมายว่า "แผ่นดินบนที่สูง" (ในภาษาฮินดี สะกด भूटान ถอดเป็นตัวอักษรคือ ภูฏาน) ระเทศภูฏาน เป็นประเทศที่ประกาศว่า จะไม่สนใจ GDP (GDP - Gross Domestic Product หรือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ) แต่จะสนใจ GDH แทน (GDH - Gross Domestic Happiness หรือ ความสุขรวมภายในประเทศ)

การแต่งกายประจำชาติ พระมหากษัตริย์จะผ้าผืนใหญ่พันองค์ ซึ่งผ้าพันกายนี้เป็นธรรมเนียมของบุรุษภูฏาน เพื่อแสดงถึงตำแหน่งฐานะ เช่นว่า ผ้าสีขาวมีขอบจะเป็นของสามัญชน ผู้พิพากษาจะพันด้วยผ้าสีเขียว สำหรับองค์พระมหากษัตริย์ทรงใช้สีส้มเหลือง เช่นเดียวกันกับพระสังฆราชาแห่งรัฐ ธรรมเนียมการรับเชิญไปกินอาหารที่บ้าน โดยเริ่มแรกแขกจะได้รับเครื่องดื่มมาต้อนรับ อาจเป็นน้ำชาหรือสุรา ซึ่งโดยมารยาทเราจะต้องดื่มหรือจิบให้เห็น การดื่มเรียกน้ำย่อยนี้ อาจกินเวลายาวนานกว่าชั่วโมงหากเป็นแขกที่ไม่ค่อยคุ้นเคย เจ้าภาพจะไม่อยู่รับรองพูดคุย แต่จะหลบเข้าไปข้างในจนกว่าจะได้เวลาอาหารมาเสิร์ฟ เมื่อนำอาหารออกมาแล้วเจ้าภาพจะไม่ร่วมกินด้วย และการคุยกันในระหว่างแขกรับประทานก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็น ยิ่งกว่านั้นหลังจากรับประทานเสร็จ แขกจะร่ำลากลับทันที ซึ่งต่างจากประเพณีชนตะวันตกที่จะต้องมีการสนทนาปราศรัยกันอีกนาน แต่แขกของภูฏานจะลุกกลับทันทีที่กลืนคำสุดท้ายเสร็จ บางครั้งแขกผู้อาวุโสที่สุดจะเป็นผู้ให้สัญญาณกลับ ซึ่งธรรมเนียมนี้แขกต่างชาติมักไม่รู้และรีๆรอๆพูดคุยต่อ ก่อให้เกิดความอิหลักอิเหลื่อแก่ เจ้าภาพ

แผนที่ประเทศภูฏาน


ประวัติศาสตร์ภูฏาน
            ประวัติศาสตร์ภูฏานมีศาสนาพุทธเป็นหัวใจสำคัญของชนชาติมาตั้งแต่ในอดีตกาล วัดในพระพุทธศาสนาเป็นสัญลักษณ์ของภูฏาน ที่คนทั่วไปรับรู้ว่ากับภูฏานเป็นดินแดนของศาสนาพุทธบนเทือกเขาหิมาลัย  วัดสำคัญที่มีชื่อเสียงที่สุดในภูฏานมีอยู่ 2 วัด คือ วัดคิชูที่เมืองปาโร (Kyichu Lhakhang) กับวัดจัมเบย์ที่เมืองบุมธัง (Jambay Lahkhang)  ในศตวรรษที่ 8 ท่านกูรู รินโปเช (Guru Rinpoche) เป็นผู้ริเริ่มสร้างศาสนสถานขึ้นในภูฏาน ซึ่งในปัจจุบันเป็นวัดสำคัญที่มีชื่อเสียงและเป็นสัญลักษณ์โดดเด่นของภูฏาน คือ วัด Kurjey Lhakhang ที่เมืองบุมธัง และวัดทักซังที่เมืองปาโร ต่อมาในศตวรรษที่ 13 จึงได้มีการก่อตั้งอาศรมสำหรับสอนศาสนาพุทธนิกายมหายานฝ่ายตันตระวัชรยานขึ้นทางตะวันตกของภูฏาน หลังจากนั้นก็มีพระลามะอีกหลายท่านมาช่วยกันพัฒนาและสืบทอดศาสนาพุทธในประเทศภูฏานจนเป็นปึกแผ่นมาจนถึงทุกวันนี้  ลามะองค์สำคัญของภูฏานในสมัยศตวรรษที่ 17 คือ ท่านซับดรุง งาวัง นัมเยล (Zhabdrung Ngawang Namgyal) เป็นพระผู้นำอีกองค์หนึ่ง ผู้บุกเบิกสร้างอารามสอนศาสนาพุทธนิกายมหายานในประเทศภูฏาน (มีลามะเหมือนทิเบต เรียกว่า Lamaistic Buddhist) ตลอดเวลากว่า 30 ปี ท่านได้พยายามปลูกฝังและสร้างรากฐานความเป็นชาติของภูฏานด้วยพุทธศาสนาจนเป็นผลสำเร็จ ท่านซับดรุง งาวัง นัมเยล เป็นผู้สร้างอาศรมกึ่งป้อมปราการ หรือซอง (Dzong) ขึ้นที่เมืองทิมพู ท่านได้สร้างวัดและศาสนสถานต่างๆอีกมากมาย และผลักดันจนพระพุทธศาสนาของภูฏาน หรือ Drukpa Kagyu กลายมาเป็นศาสนาประจำชาติ

            เมื่อภูฏานมีศาสนาพุทธเป็นเอกลักษณ์ของชาติแล้ว ท่านซับดรุง งาวัง นัมเยล เป็นผู้ริเริ่มวางรากฐานการปกครองของภูฏานให้มีการบริหารประเทศออกเป็น 2 ระบบ ซึ่งเป็นการปกครองที่ประกอบด้วยฝ่ายศาสนจักรและฝ่ายฆราวาส ฝ่ายศาสนจักรมีพระสังฆราช หรือเจเคนโป (Je Khenpo) เป็นพระประมุข ส่วนเจ้าอาวาสวัดต่างๆ เรียกว่า เดซิ (Desi) ต่างก็มีส่วนในการปกครองท้องถิ่นด้วยภูฏานใช้การปกครองแบบนี้มาเป็นเวลา 2 ศตวรรษ จนกระทั่งถึงศตวรรษที่ 19 ฝ่ายฆราวาสในขณะนั้น คือ เจ้าเมืองตรงซา (Trongsa Penlop) ชื่อว่าจิกมี นัมเยล วังชุก (Jigme Namgyal Wangchuk) ซึ่งเป็นผู้นำที่เข้มแข็งและมีอิทธิพลมาก จนได้รับการยอมรับนับถือจากชาวภูฏานทั้งหมด เมื่อเกิดการขัดแย้งเรื่องการปกครองที่เมืองปาโร ท่าน จิกมี นัมเยล วังชุก จึงแต่งตั้งลูกชาย ชื่อว่า จิกเยล อูเก็น วังชุก (Jigyel Ugyen Wangchuk) ขึ้นเป็นเจ้าเมืองปาโร เป็นการได้อำนาจการปกครองอาณาจักรภูฏานโดยปริยาย หลังจากนั้น องค์คณะสงฆ์ที่ปรึกษาแห่งรัฐและผู้ปกครองหัวเมืองต่างๆ ตลอดจนตัวแทนประชาชนได้มารวมตัวกันที่เมืองปูนาคา และทำการเลือกอย่างเป็นเอกฉันท์ให้ จิกเยล อูเก็น วังชุกเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีองค์แรกของภูฏาน ในปี ค.ศ. 1907 นับเป็นการเริ่มต้นรัชกาลแรกของราชวงศ์วังชุก ต่อมาเมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ พระโอรสพระนามเดียวกับพระองค์ได้เป็นพระราชาธิบดีของภูฏานสืบต่อมา โดยการปกครองภูฏานภายใต้พระราชาธิบดีทั้ง 2 รัชกาลสงบราบรื่นดี หลังจากนั้น พระราชาธิบดีจิกมี ดอร์จิ วังชุก (Jigme Dorji Wangchuk) ทรงเป็นกษัตริย์รัชกาลที่ 3 ของราชวงศ์วังชุก พระองค์ทรงเป็นผู้นำสมัยใหม่ นำความทันสมัยของโลกมาสู่ภูฏาน ทรงปรับปรุงประเทศจนได้รับสมญานามว่า “ พระบิดาแห่งภูฏานยุคใหม่” (Father of Modern Bhutan) ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกล พระองค์ทรงนำภูฏานเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติ และทรงพัฒนาประเทศและปรับปรุงมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวภูฏานให้ดีขึ้น

            ราชวงศ์วังชุกปกครองประเทศภูฏานมาจนถึงปัจจุบัน สมเด็จพระราชาธิบดีองค์ปัจจุบันคือสมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี ซิงเย นัมเกล วังชุก (Jigme Singye Namgyal Wangchuck) ทรงขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 1974 เป็นสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์วังชุก  การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ เมื่อปีค.ศ. 1998 สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย นัมเกล วังชุก ได้ทรงเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารราชการแผ่นดินจากแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์โดยให้มีหัวหน้ารัฐบาลและสภาคณะมนตรีทำหน้าที่บริหารประเทศ ซึ่งเป็นการกระจายอำนาจการปกครองและลดการรวมศูนย์ที่พระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียว 

            ภูฏานร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกแล้วเสร็จเมื่อต้นปี ค.ศ. 2005 โดยศึกษารัฐธรรมนูญของประเทศต่างๆกว่า 150 ประเทศ รวมทั้งของไทย เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาการเมืองให้มีความเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น 

            รัฐธรรมนูญภูฏานกำหนดอำนาจหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ และอำนาจบริหารประเทศของคณะรัฐมนตรี ระบบรัฐสภาประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 75 คน และวุฒิสภา 25 คน ส่วนพรรคการเมืองนั้นกำหนดให้มีเพียง 2 พรรคเท่านั้น นอกจากนี้ยังกำหนดวาระการครองราชย์ของพระราชาธิบดีให้อยู่ในตำแหน่งจนถึงอายุ 65 พรรษา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ภูฏาน ต้องการลดบทบาทของพระราชาธิบดี และต้องการให้พรรคการเมืองเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น 

            ประเทศภูฏานจะจัดการเลือกตั้งภายใต้ระบอบประชาธิปไตยเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 2008 ซึ่งจะเป็นวาระที่ภูฏานมีการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ครบ 100 ปี 

            เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ.2005 ซึ่งเป็นวันชาติภูฏาน สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย นัมเกล วังชุก ได้ประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ และประกาศจะทรงสละราชบัลลังก์ให้กับมกุฎราชกุมารจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก (Jigme Khesal Namgyel Wangchuck) ในปี ค.ศ. 2008

            การประกาศสละราชบัลลังก์ของพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย นัมเกล วังชุก ได้สร้างความตกตะลึงให้กับชาวภูฏานเป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตามชาวภูฏานยังคงเชื่อมั่นและศรัทธาในกษัตริย์และมกุฎราชกุมารจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ซึ่งได้ประกอบพระราชกรณียกิจร่วมกับพระราชาธิบดีมาโดยตลอด อันที่จริงแล้ว ชาวภูฏานส่วนใหญ่ยังต้องการให้ภูฏานปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ต่อไป เนื่องจากเกรงว่าการเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตยอาจก่อให้เกิดปัญหาความวุ่นวายและการฉ้อราษฎร์บังหลวงภายในประเทศเหมือนเช่นประเทศเพื่อนบ้าน

ประเทศภูฏาน มี 4 ฤดู
ฤดูใบไม้ผลิ : อยู่ในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม อากาศอบอุ่นและอาจมีฝนประปราย
ฤดูร้อน หรือ ฤดูมรสุม : อยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม ช่วงนี้จะมีพายุฝน ฝนตกชุกตามเทือกเขาจะเชียวชอุ่ม
ฤดูใบไม้ร่วง : อยู่ในช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายน ช่วงนี้อากาศจะเย็น ท้องฟ้าแจ่มใส ปลอดโปร่งจากเมฆหมอกและเมฆฝน
ฤดูหนาว : จะอยู่ในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ อากาศจะเย็นจัด ตอนกลางคืนและรุ่งเช้า มักจะมีหมอกหนามาก บางครั้งในช่วงเดือนมกราคมอาจมีหิมะตกในเมือง
ภูฏาน ภูฏาน
วัดทักซัง
วัดทักซัง ประเทศภูฏาน

ประชากรของภูฏาน
ภูฏานมีประชากร ประมาณ 738,267 คนในปี ค.ศ.2011 ชาวภูฏาน ประกอบด้วยชน 3 เชื้อชาติ คือ Sharchops (ชนพื้นเมืองดั้งเดิม ส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออก) Ngalops (ชนเชื้อสายทิเบต อยู่ทางภาคตะวันตก) และ Lhotshams (ชนเชื้อสายเนปาล อยู่ทางใต้) ประชากรของภูฏานแบ่งออกเป็นกลุ่มต่างๆ คือ กลุ่มดรุกปาส (Drukpas) ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มเชื้อสายทิเบต กับกลุ่มซังลา มีจำนวนมากที่สุด โดยแยกกลุ่มจากภาษาถิ่นที่ใช้กันอยู่ทางทิศตะวันออกของประเทศ อีกกลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มชาวเนปาลอพยพ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ ปัจจุบันรัฐบาลภูฏานพยายามผลักดันให้ประชากรกลุ่มนี้กลับไปยังถิ่นฐานเดิมคือประเทศเนปาล นอกจากชนกลุ่มใหญ่ทั้งสองกลุ่ม ภูฏานยังมีชนกลุ่มน้อยอีกประมาณร้อยละ13 เป็นชาวทิเบต สิกขิมและอินเดีย

วัฒธรรมพม่า

ภาษาของภูฏาน
ภาษาราชการของภูฏานคือ ภาษาซองคา (Dzongkha) เดิมเป็นภาษาถิ่นที่ใช้กันในแถบตะวันตกของภูฏาน ภายหลังได้กลายเป็นภาษาประจำชาติ ในโรงเรียนมีการสอนภาษาอังกฤษเป็นวิชาบังคับ ดังนั้น ชาวภูฏานจึงรู้ภาษาอังกฤษและใช้สื่อสารได้ ชาวภูฏานในแต่ละภูมิภาคมีภาษาพูดต่างกัน เช่น คนที่อยู่ทางภาคตะวันออกพูดภาษา Sharchop ส่วนทางใต้ที่มีพลเมืองเชื้อสายเนปาลพูดภาษาเนปาลี และในตอนลางของประเทศ ตามหมู่บ้านเล็กๆที่อยู่ห่างไกลเมืองใช้ภาษาในท้องถิ่นสื่อสารกัน ภาษาอังกฤษจึงเป็นภาษากลางที่ใช้ได้กับคนภูฏานทุกภาค

ศาสนาในภูฏาน
ประชาชนชาวภูฏานนับถือ ศาสนาพุทธนิกายมหายาน (ตันตรยาน หรือบ้างก็เรียกว่า วัชรยาน) 75% ศาสนาฮินดู 24% ศาสนาอิสลาม 0.7% และ ศาสนาคริสต์ 0.3%
บรรยากาศในงานวันชาติของภูฏาน
ภาพบรรยากาศงานวันชาติของภูฏานที่ทางเอิร์ธ แทรเวลได้จัดทัวร์เที่ยวชมภูฏานและได้เข้าร่วมเทศกาลนี้ด้วย


ภูฏาน
กษัตริย์จิกมีแห่งภูฏาน
ทหารภูฏานสวนสนาม
การเดินสวนสนามของภูฏานในงานวันชาติภูฏาน
ภูฏาน
การแสดงของภูฏานในงานวันชาติภูฏาน
ประชาชนภูฏาน
ประชาชนชาวภูฏานที่เข้ามาร่วมในงานวันชาติภูฏาน
เทศกาลวันชาติภูฏาน
การแสดงของภูฏานในงานวันชาติภูฏาน
ภูฏาน
การแสดงของภูฏานในงานวันชาติภูฏาน
ประชาชนภูฏาน
ประชาชนชาวภูฏานที่เข้ามาร่วมในงานวันชาติภูฏาน


Earththaitravel.com 2009 - All Rights Reserved
เอิร์ธ แทรเวล แอนด์ ออร์แกนไนซ์เซอร์ 793 ถนนลาซาล แขวง/เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260
โทร. 02 361 2955 แฟกซ์ 02 7487330 Email: sale@earththaitravel.com | wattana@earththaitravel.com